วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อุปสงค์ภายใน แรงผลักดันของจีน

จัดทำบทความโดย นางสาวนิสากร อาจนาฝาย เลขทะเบียน 5001203001


ในช่วงที่ผ่านมาการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรงของจีนที่หนุนให้ราย

ได้ภาคประชาชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแบบปีต่อปี กำลังจะกระตุ้นให้จีนเริ่มเข้าสู่ยุคใหม่ที่

พึ่งพาการเติบโตจากธุรกิจและการบริโภคภายในมาเป็นตัวขับเคลื่อนมากขึ้น ไม่ว่า

จะเป็นในภาคการเงินกับอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเนื้อหอม สินค้าบริโภค การบินการ

ขนส่งที่โตวันโตคืน ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่มาสะท้อนความแข็งแกร่งอีกขั้นของเ

ศรษฐกิจมังกร

ล่าสุดมีรายงานได้ระบุว่า “การเติบโตทางเศรษฐกิจเกือบ 10% ที่มีมาตั้งแต่

ปี 1990 ของจีนนั้น มาจากอุปสงค์ภายในของจีนเอง” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า “แม้ว่าการ

ค้าระหว่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ แต่นั่นก็เป็นเพราะมันเป็นที่มา

ของเทคโนโลยี และความรู้ในด้านการบริหารจัดการ ซึ่งสิ่งนี้จะแตกต่างจาก

ประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออก เพราะการขึ้นหรือลงของเศรษฐกิจจีนนั้นไม่ได้ขึ้น

อยู่กับเศรษฐกิจที่ขึ้นหรือลงของสหรัฐฯ ดังนั้นนักวิเคราะห์ในรัฐบาลสหรัฐฯจะต้อง

แก้ไขความเข้าใจผิดที่คิดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเกิดจากการส่งออกและ

การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน”

ปี 2008 เป็นปีที่ถูกมองว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งเป็นยุค

ที่หลายฝ่ายเรียกว่า “ยุคอุปสงค์ใหม่” หรือยุคที่มีการพึ่งพาอุปสงค์และการบริโภค

จากภายในประเทศมากขึ้น หลังจากในอดีตช่วงทศวรรษปี 1980 เศรษฐกิจของ

จีนเติบโตท่ามกลางการอาศัยอุปสงค์ภายในเป็นตัวขับเคลื่อน ทว่าอุปสงค์ภายใน

ประเทศสมัยนั้น เป็นอุปสงค์ที่เกิดจากการบริโภคเป็นหลักจึงถูกจัดว่าเป็น “ยุคต้น”

ของการพัฒนาเศรษฐกิจจีน ในขณะที่ยุคอุปสงค์ใหม่ของจีนหลังจากนี้ จะเป็นการ

แสดงให้เห็นถึง “ยุคแห่งการเติบโต” ซึ่งจะสะท้อนระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เข้ม

แข็งและเติบโตขึ้นอีกก้าวหนึ่ง

ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงมาจากช่วงที่ผ่านมา ที่จีนต้อง

เผชิญหน้ากับความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างอุปสงค์ภายในและภายนอกประเทศ

ในปี 2006 การค้าระหว่างประเทศของจีนมีมูลค่าที่สูงเกือบ 7% ของมูลค่าทั่วโลก สูงกว่าสัดส่วนจีดีพีของจีนต่อทั่วโลกถึง 1% ทว่าสำหรับประเทศที่

มีขนาดโครงสร้างเศรษฐกิจใหญ่อย่างจีน การพึ่งพาอุปสงค์จากภายนอกในการขับ

เคลื่อนเศรษฐกิจย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน ทำให้สามารถพยากรณ์ได้

ว่าเศรษฐกิจจีนกำลังจะผ่านช่วงการปรับตัวอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้การเติบโต

ทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างสมดุล ซึ่งสมมติฐานของการปรับตัวเหล่านี้ สามารถ

มองได้จากผลกำไรที่มากขึ้นในธุรกิจภาคต่างๆ และการเติบโตของตลาดหลัก

ทรัพย์
จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ในปี 2008 ภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์

ไม่เพียงแต่จะเป็นส่วนที่มาแรง และทำกำไรอย่างมหาศาลเท่านั้น แต่อาจถึงขั้นมี

ผลประกอบการเติบโตมากกว่าระดับมาตรฐานการเติบโตของตลาดด้วย โดยปัจจัย

สำคัญสำหรับการเติบโตของธุรกิจธนาคารคือการปรับดอกเบี้ยโครงสร้าง ที่ทำให้มี

สัดส่วนดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากมีความแตกต่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะการ

ประเมินจากสภาพการณ์ที่มองว่าใน 2008 ธนาคารกลางแห่งประเทศจีนจะยังมี

การปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก ดังนั้นในปีหน้าธนาคารต่างๆที่มีการจดทะเบียนในตลาด

หลักทรัพย์อาจจะมีผลกำไรได้มากถึง 42%

ในภาคอสังหาริมทรัพย์ อีก 3 ปีข้างหน้าสภาพของผู้ประกอบการใน

อสังหาริมทรัพย์น่าจะยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยอุปทานด้านที่ดินจะยังคงมีขีด

จำกัดอยู่ต่อไปเหมือนกับ 3 ปีที่ผ่านมา ที่ผู้ประกอบการสามารถจำหน่าย

อสังหาริมทรัพย์ได้มากกว่างานที่สร้างเสร็จสิ้นเสมอ ดังนั้นสภาวะที่อุปสงค์

มากกว่าอุปทานจะยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ และทำให้บริษัทด้านอสังหาริม

ทรัพย์อาจสามารถทำกำไรได้ถึง 80% ในปี 2008 และเป็นแชมป์ของการทำ

กำไรของธุรกิจประเภทต่างๆ

ในภาคการบริโภค แม้ว่าในปี 2007 จะยังเป็นอุปสงค์จากภายนอกเป็นตัว

ชักนำเป็นหลัก ทว่าการเติบโตของธุรกิจในภาคนี้อย่างรวดเร็ว มักจะเป็นไปในช่วง

พิเศษๆเท่านั้น อย่างเช่นช่วงพีคของการลงทุนอยู่ในปี 2004 และช่วงพีคของ

การเกินดุลการค้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2006 ต่อเนื่องปี 2007 ซึ่งในอนาคต

เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อยๆมีความสมดุลมากขึ้น จะทำให้สินค้าบริโภคภาย

ในอย่างเหล้าขาว หรือเวชภัณฑ์มีแรงดึงดูดมากยิ่งขึ้น รายได้ของประชาชนที่เพิ่ม

มากขึ้นจะเป็นตัวฉุดการบริโภคภายในให้สูงขึ้น โดยเฉพาะเหล้าขาวซึ่งในปีหน้าจะ

มีการเก็บภาษีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 15% โดยคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าธุรกิจเหล้า

ขาวจะสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นในอัตรา 40%ต่อปี ในขณะที่สินค้าบริโภคอีก

ประเภทคือ เวชภัณฑ์ ท่ามกลางการปฏิรูปตลาดยาขนานใหญ่จะทำให้อุปสงค์

ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการประเมินเบื้องต้นในอีก 2 ปีข้างหน้า ตลาดยาใน

จีนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากถึงราว 100,000 ล้าน - 450,000 ล้านหยวน ซึ่ง

บริษัทยาหลักๆ 100 บริษัทแรกจะเติบโตราว 10% ในขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้าน

อุตสาหกรรมยาจะเติบโตถึง 30%

ม่เพียงเท่านั้น ธุรกิจด้านการคมนาคมอย่างการบิน รถไฟ การขนส่งก็จะเข้าสู่ยุค

การเติบโตแบบติดจรวด โอลิมปิกปักกิ่ง 2008 จะกลายมาเป็นปัจจัยกระตุ้น

พิเศษ โดยธุรกิจด้านอากาศยานจะคึกคักอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2010 เป็น

อย่างน้อย ในขณะที่การบินภายในประเทศจะเติบโตอย่างน้อยปีละ 10% ขึ้นไป

ซึ่งที่ผ่านมาการเติบโตของธุรกิจการบินเริ่มรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วงแผน

พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 11 นี้ ในด้านธุรกิจการบินจะเป็นไปในรูปแบบ

ของอุปสงค์มากกว่าอุปทานอยู่ตลอด ผนวกกับนโยบายของจีน ที่ในปี 2010 จะ

หยุดอนุมัติให้มีการตั้งบริษัทสายการบินใหม่ ก็จะเป็นตัวเร่งที่สร้างความท้าทาย

และคึกคักให้กับธุรกิจการบินในช่วงที่เหลือเป็นอย่างยิ่ง ส่วนธุรกิจด้านเหล็กหรือ

เครื่องจักร แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันในการส่งออก และราคาวัตถุดิบ

ที่เพิ่มสูงขึ้น ทว่าท่ามกลางตลาดรถ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงคอยฉุด

จะทำให้ธุรกิจประเภทนี้จะยังเติบโตไปได้ด้วยดี แตกต่างจากช่วงปี 2005-2007

ที่มีกำลังผลิตที่ล้นเกินจนต้องอาศัยการส่งออกมาช่วยผ่อนเพลา ทว่าในปี

2007-2009 ที่จะเป็นช่วงการปรับสมดุลของธุรกิจ บวกกับการส่งเสริมให้มีการ

ยกระดับการผลิตและควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มศักยภาพมากขึ้น จะทำให้ยักษ์ใหญ่

ทั้งหลายสามารถทำกำไรได้ดีอยู่ จีนนั้นได้มีการเติบโตที่แตกต่างจากประเทศไทย

จีนมีการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น นั้นมาจากแรงกระตุ้นของอุปสงค์ภายใน แต่ประเทศ

ไทยนั้นการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น มีเพื่อการส่งออกสนองความต้องการตลาดต่าง

ประเทศ



คำถาม

1.การที่จีนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทุกปี มีสาเหตุโดยรวมมา

จากอะไร?

2.ยุคอุปสงค์ใหม่ มีความหมาย ว่าอย่างไร?

3.เพราะเหตุใดจึงทำให้ธุรกิจการคมนาคมของจีนช่วงนี้ ได้รับความสนใจ

มากเป็นพิเศษ?

ที่มา:http://learners.in.th/blog/oie-ti/129371

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น