ในช่วงที่ผ่านมาการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรงของจีนที่หนุนให้ราย
ได้ภาคประชาชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแบบปีต่อปี กำลังจะกระตุ้นให้จีนเริ่มเข้าสู่ยุคใหม่ที่
พึ่งพาการเติบโตจากธุรกิจและการบริโภคภายในมาเป็นตัวขับเคลื่อนมากขึ้น ไม่ว่า
จะเป็นในภาคการเงินกับอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเนื้อหอม สินค้าบริโภค การบินการ
ขนส่งที่โตวันโตคืน ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่มาสะท้อนความแข็งแกร่งอีกขั้นของเ
ศรษฐกิจมังกร
ล่าสุดมีรายงานได้ระบุว่า “การเติบโตทางเศรษฐกิจเกือบ 10% ที่มีมาตั้งแต่
ปี 1990 ของจีนนั้น มาจากอุปสงค์ภายในของจีนเอง” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า “แม้ว่าการ
ค้าระหว่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ แต่นั่นก็เป็นเพราะมันเป็นที่มา
ของเทคโนโลยี และความรู้ในด้านการบริหารจัดการ ซึ่งสิ่งนี้จะแตกต่างจาก
ประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออก เพราะการขึ้นหรือลงของเศรษฐกิจจีนนั้นไม่ได้ขึ้น
อยู่กับเศรษฐกิจที่ขึ้นหรือลงของสหรัฐฯ ดังนั้นนักวิเคราะห์ในรัฐบาลสหรัฐฯจะต้อง
แก้ไขความเข้าใจผิดที่คิดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเกิดจากการส่งออกและ
การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน”
ปี 2008 เป็นปีที่ถูกมองว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งเป็นยุค
ที่หลายฝ่ายเรียกว่า “ยุคอุปสงค์ใหม่” หรือยุคที่มีการพึ่งพาอุปสงค์และการบริโภค
จากภายในประเทศมากขึ้น หลังจากในอดีตช่วงทศวรรษปี 1980 เศรษฐกิจของ
จีนเติบโตท่ามกลางการอาศัยอุปสงค์ภายในเป็นตัวขับเคลื่อน ทว่าอุปสงค์ภายใน
ประเทศสมัยนั้น เป็นอุปสงค์ที่เกิดจากการบริโภคเป็นหลักจึงถูกจัดว่าเป็น “ยุคต้น”
ของการพัฒนาเศรษฐกิจจีน ในขณะที่ยุคอุปสงค์ใหม่ของจีนหลังจากนี้ จะเป็นการ
แสดงให้เห็นถึง “ยุคแห่งการเติบโต” ซึ่งจะสะท้อนระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เข้ม
แข็งและเติบโตขึ้นอีกก้าวหนึ่ง
ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงมาจากช่วงที่ผ่านมา ที่จีนต้อง
เผชิญหน้ากับความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างอุปสงค์ภายในและภายนอกประเทศ
ในปี 2006 การค้าระหว่างประเทศของจีนมีมูลค่าที่สูงเกือบ 7% ของมูลค่าทั่วโลก สูงกว่าสัดส่วนจีดีพีของจีนต่อทั่วโลกถึง 1% ทว่าสำหรับประเทศที่
มีขนาดโครงสร้างเศรษฐกิจใหญ่อย่างจีน การพึ่งพาอุปสงค์จากภายนอกในการขับ
เคลื่อนเศรษฐกิจย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน ทำให้สามารถพยากรณ์ได้
ว่าเศรษฐกิจจีนกำลังจะผ่านช่วงการปรับตัวอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้การเติบโต
ทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างสมดุล ซึ่งสมมติฐานของการปรับตัวเหล่านี้ สามารถ
มองได้จากผลกำไรที่มากขึ้นในธุรกิจภาคต่างๆ และการเติบโตของตลาดหลัก
ทรัพย์
จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ในปี 2008 ภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์
ไม่เพียงแต่จะเป็นส่วนที่มาแรง และทำกำไรอย่างมหาศาลเท่านั้น แต่อาจถึงขั้นมี
ผลประกอบการเติบโตมากกว่าระดับมาตรฐานการเติบโตของตลาดด้วย โดยปัจจัย
สำคัญสำหรับการเติบโตของธุรกิจธนาคารคือการปรับดอกเบี้ยโครงสร้าง ที่ทำให้มี
สัดส่วนดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากมีความแตกต่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะการ
ประเมินจากสภาพการณ์ที่มองว่าใน 2008 ธนาคารกลางแห่งประเทศจีนจะยังมี
การปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก ดังนั้นในปีหน้าธนาคารต่างๆที่มีการจดทะเบียนในตลาด
หลักทรัพย์อาจจะมีผลกำไรได้มากถึง 42%
ในภาคอสังหาริมทรัพย์ อีก 3 ปีข้างหน้าสภาพของผู้ประกอบการใน
อสังหาริมทรัพย์น่าจะยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยอุปทานด้านที่ดินจะยังคงมีขีด
จำกัดอยู่ต่อไปเหมือนกับ 3 ปีที่ผ่านมา ที่ผู้ประกอบการสามารถจำหน่าย
อสังหาริมทรัพย์ได้มากกว่างานที่สร้างเสร็จสิ้นเสมอ ดังนั้นสภาวะที่อุปสงค์
มากกว่าอุปทานจะยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ และทำให้บริษัทด้านอสังหาริม
ทรัพย์อาจสามารถทำกำไรได้ถึง 80% ในปี 2008 และเป็นแชมป์ของการทำ
กำไรของธุรกิจประเภทต่างๆ
ในภาคการบริโภค แม้ว่าในปี 2007 จะยังเป็นอุปสงค์จากภายนอกเป็นตัว
ชักนำเป็นหลัก ทว่าการเติบโตของธุรกิจในภาคนี้อย่างรวดเร็ว มักจะเป็นไปในช่วง
พิเศษๆเท่านั้น อย่างเช่นช่วงพีคของการลงทุนอยู่ในปี 2004 และช่วงพีคของ
การเกินดุลการค้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2006 ต่อเนื่องปี 2007 ซึ่งในอนาคต
เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อยๆมีความสมดุลมากขึ้น จะทำให้สินค้าบริโภคภาย
ในอย่างเหล้าขาว หรือเวชภัณฑ์มีแรงดึงดูดมากยิ่งขึ้น รายได้ของประชาชนที่เพิ่ม
มากขึ้นจะเป็นตัวฉุดการบริโภคภายในให้สูงขึ้น โดยเฉพาะเหล้าขาวซึ่งในปีหน้าจะ
มีการเก็บภาษีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 15% โดยคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าธุรกิจเหล้า
ขาวจะสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นในอัตรา 40%ต่อปี ในขณะที่สินค้าบริโภคอีก
ประเภทคือ เวชภัณฑ์ ท่ามกลางการปฏิรูปตลาดยาขนานใหญ่จะทำให้อุปสงค์
ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการประเมินเบื้องต้นในอีก 2 ปีข้างหน้า ตลาดยาใน
จีนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากถึงราว 100,000 ล้าน - 450,000 ล้านหยวน ซึ่ง
บริษัทยาหลักๆ 100 บริษัทแรกจะเติบโตราว 10% ในขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้าน
อุตสาหกรรมยาจะเติบโตถึง 30%
ไม่เพียงเท่านั้น ธุรกิจด้านการคมนาคมอย่างการบิน รถไฟ การขนส่งก็จะเข้าสู่ยุค
การเติบโตแบบติดจรวด โอลิมปิกปักกิ่ง 2008 จะกลายมาเป็นปัจจัยกระตุ้น
พิเศษ โดยธุรกิจด้านอากาศยานจะคึกคักอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2010 เป็น
อย่างน้อย ในขณะที่การบินภายในประเทศจะเติบโตอย่างน้อยปีละ 10% ขึ้นไป
ซึ่งที่ผ่านมาการเติบโตของธุรกิจการบินเริ่มรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วงแผน
พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 11 นี้ ในด้านธุรกิจการบินจะเป็นไปในรูปแบบ
ของอุปสงค์มากกว่าอุปทานอยู่ตลอด ผนวกกับนโยบายของจีน ที่ในปี 2010 จะ
หยุดอนุมัติให้มีการตั้งบริษัทสายการบินใหม่ ก็จะเป็นตัวเร่งที่สร้างความท้าทาย
และคึกคักให้กับธุรกิจการบินในช่วงที่เหลือเป็นอย่างยิ่ง ส่วนธุรกิจด้านเหล็กหรือ
เครื่องจักร แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันในการส่งออก และราคาวัตถุดิบ
ที่เพิ่มสูงขึ้น ทว่าท่ามกลางตลาดรถ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงคอยฉุด
จะทำให้ธุรกิจประเภทนี้จะยังเติบโตไปได้ด้วยดี แตกต่างจากช่วงปี 2005-2007
ที่มีกำลังผลิตที่ล้นเกินจนต้องอาศัยการส่งออกมาช่วยผ่อนเพลา ทว่าในปี
2007-2009 ที่จะเป็นช่วงการปรับสมดุลของธุรกิจ บวกกับการส่งเสริมให้มีการ
ยกระดับการผลิตและควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มศักยภาพมากขึ้น จะทำให้ยักษ์ใหญ่
ทั้งหลายสามารถทำกำไรได้ดีอยู่ จีนนั้นได้มีการเติบโตที่แตกต่างจากประเทศไทย
จีนมีการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น นั้นมาจากแรงกระตุ้นของอุปสงค์ภายใน แต่ประเทศ
ไทยนั้นการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น มีเพื่อการส่งออกสนองความต้องการตลาดต่าง
ประเทศ
คำถาม
1.การที่จีนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทุกปี มีสาเหตุโดยรวมมา
จากอะไร?
2.ยุคอุปสงค์ใหม่ มีความหมาย ว่าอย่างไร?
3.เพราะเหตุใดจึงทำให้ธุรกิจการคมนาคมของจีนช่วงนี้ ได้รับความสนใจ
มากเป็นพิเศษ?