วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

มหกรรมบ้านฯ 21 ถล่มราคา ลดสูง 50%

นางสาวสาวิตรี สอนสมศักดิ์ 5001203002

3 สมาคมฯ วงการอสังหาฯ เตรียมเปิดม่านงานใหญ่ประจำปี มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 21 ณ ศูนย์สิริกิติ์กับการงัดโปรโมชั่นแข่งเดือด

นับถอยหลังงาน "มหกรรมบ้านและคอนโด" ครั้งที่ 21 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เตรียมเปิดฉากในวันพฤหัสบดีที่ 1 ต.ค.นี้ ก่อนจะมีต่อเนื่องไปถึงวันที่ 4 ต.ค. ซึ่ง 3 สมาคมผู้จัดงาน สมาคมอาคารชุดไทย-สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย-สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ได้ว่างสโลแกนโปรโมทงานปีนี้ไว้ว่า 4 วันได้บ้านชัวร์ โดยสื่อความหมายว่า ภายในงานจะมีความพร้อมและตัวเร่งการตัดสินใจของลูกค้าอย่างรอบด้าน

โดยเฉพาะแคมเปญของเอกชน และมาตรการส่งเสริมของรัฐในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยในส่วนของเวทีกลาง งานมหกรรมบ้านครั้งนี้ นำเสนอ 4 เงื่อนไขหลัก เริ่มจาก ข้อเสนอที่ 1. ลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ ที่ www.housecondoshow.com รับคูปองชิงสร้อยคอทองคำ และเมื่อจองซื้อสินค้าในงาน ลุ้นรับบัตรกำนัลส่วนลดและเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท ข้อเสนอที่ 2. โปรโมชั่นหลากหลาย เพราะเป็นข้อเสนอพิเศษจาก 600 โครงการที่มาออกงาน ส่วนใหญ่มาพร้อมสูตรสำเร็จ ลด-แลก-แจก-แถม ซึ่งปีนี้ คาดว่าจะแรงกว่าหลายปี เพื่อเร่งการตัดสินใจของลูกค้า

ข้อเสนอที่ 3. ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีการจัดสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้วยเงื่อนไขพิเศษ และดอกเบี้ยต่ำสุดจากสถาบันการเงินหลายแห่งที่มาร่วมงาน ทั้ง ธ.อาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธ.กรุงไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.อิสลาม ธ.กรุงเทพ ธ.ยูโอบี ธ.กสิกรไทย ฯลฯ และข้อเสนอที่ 4. มาตรการของรัฐ ช่วยลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยซื้อบ้าน 1 แสนบาท และเงินซื้อบ้าน 3 แสนบาท ซึ่งถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่ให้โดยตรงกับผู้ซื้อบ้าน

สำหรับโครงการที่มาออกงาน ปีนี้ได้รับความสนใจไม่น้อยกว่าปีก่อนๆ และแคมเปญที่จัด ก็มีความหลากหลาย และเป็นสีสันไม่น้อยเช่นกัน เริ่มจาก บมจ.มั่นคงเคหะการ คาดว่าจะจัดต่อเนื่องจากการปูพรมขายก่อนงาน ด้วยแคมเปญ บ้านแบบใดก็ได้จ่ายเพียงครึ่ง หรือลดราคาบ้านถึง 50% อาทิเช่น บ้านเดี่ยวบนที่ดิน 94 ตารางวา ราคาเริ่มต้น 2.5 ล้านบาท ในโครงการชวนชื่นบางนา หรือบ้านสร้างก่อนขายราคาพิเศษ บ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน 70 ตารางวา จากราคาปกติ 4 ล้านบาท ราคาพิเศษ 3.39 ล้านบาท ขายพร้อมโปรโมชั่นแถมเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว มูลค่า 1.5 แสนบาท ฯลฯ

โปรโมชั่นแรง คือ ซื้อที่ดินแถมบ้าน อาทิเช่น ที่ดิน 151 ตารางวา พร้อมบ้านเดี่ยว 2 ชั้นจากราคาปกติ 4.9 ล้านบาท ราคาพิเศษ 3.4 ล้านบาท ที่ดินแปลง 157 ตารางวา จากราคาปกติ 5.1 ล้านบาทราคาพิเศษ 3.6 ล้านบาท เป็นต้น


บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จัดรายการต่อเนื่อง โปรโมชั่นบ้าน "เสนาการันตี ดีทุกเงื่อนไข" ฟรี 5 รายการ กู้เต็ม 100% พร้อมโปรโมชั่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) "สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ!!" สำหรับผู้ซื้อบ้าน และดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับผู้ที่กู้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท

บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จัดส่วนลดพิเศษในงานกับ 9 คอนโดย่านรามคำแหง รัชดาฯ-ท่าพระ รัตนาธิเบศร์ พระราม 8 พระราม 9-รัชดาฯ รามอินทรา-นวมินทร์ ราษฎร์บูรณะ-ริเวอร์วิว มูลค่าสูงสุดเกือบ 5 แสนบาท พร้อมแนะนำคอนโดใหม่ทำเลฮอตย่านบางแค ปิ่นเกล้า

บริษัท ไอริส กรุ๊ป จำกัด เปิดตัวโครงการใหม่ "ไอริส พาร์ค สุขุมวิท 76" ในงานมหกรรมบ้าน ใกล้มีทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ ราคาเริ่มต้น 1.7-4 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท โดยนำบ้านเดี่ยว 10 ยูนิต ขายเริ่มต้น 3.7 ล้านบาท บ้านแฝด 22 ยูนิต ขายเริ่มต้น 2.6 ล้านบาทและทาวน์เฮ้าส์ 24 ยูนิต ขายเริ่มต้นที่ 1.59 ล้านบาท ขายต่ำกว่าราคาปกติ 10%

บมจ.ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จัดแคมเปญบิ๊กเซอร์ไพรส์ท้ายปี "Last Call" โดยจัดส่วนลดพิเศษ 1 ล้านบาทขึ้นไป สำหรับบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ทุกหลัง และส่วนลด 5 แสนบาทขึ้นไปสำหรับทาวน์เฮ้าส์ รวมมูลค่าส่วนลดกว่า 40 ล้านบาท มี 5 โครงการที่ขายแผนแคมเปญ ได้แก่ 1. โครงการพาร์ค เวย์ ชาเล่ต์ รามคำแหง 2. พรอเมนาด โฮม ธนบุรี 3. เน เบอร์ โฮม วัชรพล 4. พาร์คเวย์ โฮม รามคำแหง และ 5. การเด้น สวีท ดิ อินดี้ โฮม โดยลูกค้าที่ซื้อและโอนภายในเดือน ต.ค.นี้ จะได้รับสิทธิร่วมลุ้นทองอีก 2 ครั้ง รวมมูลค่า 1.82 ล้านบาทด้วย

บมจ.ธนายง นำ 2 โครงการคอนโดร่วมงาน คือ โครงการธนาเพลส กิ่งแก้ว และนูเวล คอนโดมิเนียม พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ คอนโด 1 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 6.48 แสนบาท (จากปกติเริ่มต้น 8.9 แสนบาท) จอง 1 หมื่นบาท ฟรีทำสัญญา ฟรีโอน รับส่วนลดสูงสุด 9.6 แสนบาทเฉพาะในงาน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

คำถาม

1. มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 21 จัดขึ้นที่ไหน

2. มาตรการของรัฐ ช่วยลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยซื้อบ้านราคาเท่าไร

3. สโลแกนของงาน "มหกรรมบ้านและคอนโด" คืออะไร

ราคาอาหารทะเลพุ่ง หลังชาวประมงพื้นบ้านหยุดออกเรือ

น.ส.สิราภรณ์ แก้วศรีนวล 5001203006

ชาวประมงพื้นบ้านศรีราชา-แหลมฉบังหยุดออกเรือหลบคลื่นลมแรง กระทบราคาอาหารทะเลเริ่มมีราคาแพงขึ้น

จากสภาพอากาศในภาคตะวันออกค่อนข้างเย็นและคลื่นลมในทะเลอ่าวไทยังคงมีกำลังแรงอย่างต่อเนื่องในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ชาวประมงส่วนใหญ่ใน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ยังคงหยุดทำการประมงและนำเรือเข้าเทียบท่าสะพานปลา โดยเฉพาะกลุ่มเรือส่วนเรือประมงขนาดเล็กและขนาดกลางที่ ทำการประมงชายฝั่งทะเลอ่าวไทยแบบเช้าไปเย็นกลับหยุดเกือบทั้งหมดเพราะไม่กล้าเสี่ยงกับคลื่นที่สูง 2- 3 เมตร และมีฝนตกหนักในช่วงเย็นและกลางคืนทุกวันทำให้อาหารทะเลเริ่มลดลงจากตลาดสดและยังมีสภาพน้ำที่เย็นและคลื่ นลมแรง ส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำที่ออกสู่ตลาดเริ่มขาดแคลนและมี ราคาแพงขึ้น

จากการตรวจสอบที่ตลาดสดเขตเทศบาลเมืองศรีราชา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แผงขายอาหารทะเลสดเริ่มปรับ ราคาแต่ไม่มากจนเกินไป เพราะเกรงว่าผู้บริโภคบ่นและไม่ยอมซื้อหาอาหารทะเลไปบริโภคแต่ ยอมรับว่าเรือประมงขนาดเล็กที่ งดออกจากฝั่งเนื่องจากคลื่นลมแรงประกอบด้วยฝนตกหนักในช่ วงกลางคืน จึงมีการปรับราคาเล็กน้อย อย่างเช่น ปูม้ากิโลละ 250 บาท จากเดิม 190 -200 บาท ปลาทูกิโลละ 80 -90 บาท จากเดิม 60 บาท ปลาหมึกกิโลละ 120-140 บาท จากเดิม 100-100 บาท และ ปลาเก๋ากิโลละ 160 บาท จากเดิม 120 บาท

นางศรี มหาคาม แม่ค้าแผงอาหารทะเลตลาดสดเทศบาลเมืองศรีราชา กล่าวว่า สภาพอากาศในช่วงนี้มีคลื่นลมแรงและมีหมอกลงจัดช่วงนี้จึงจับปลาได้น้อยลงชาวประมงส่วนใหญ่จะหยุดทำการประมง เนื่องจากกลัวคลื่นลมที่แรงอีกทั้งฝนตกทุกวันในระยะนี้ทำให้ราคาอาหารทะเลปรับราคาขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ชาวประมงบางคนไม่กลัวสภาพอากาศนำเรือออกทะเลหาจับสัตว์น้ำมาขายจึงต้องขอขึ้นราราสัตว์น้ำเป็นค่าเสี่ยงภัยออกหาสัตว์น้ำมาขาย ซึ่งทางพ่อค้าแม่ค้าก็รับซื้อไว้ แต่ไม่กล้าเอากำไรกับผู้บริโภคมาก เพราะกลัวจะจำหน่ายไม่ได้และปลาบางชนิดมีขนาดเล็ก ประกอบด้วยน้ำจืดไหลสู่ทะเล ทำให้สัตว์น้ำในทะเลน้อยลงทำให้ราคาอาหารทะเลมีการปรับตัวตามสภาพ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

คำถาม
1. ราคาอาหารทะเลเริ่มมีราคาแพงขึ้น มีสาเหตุจากอะไร
2. น้ำจืดไหลสู่ทะเล ทำให้สัตว์น้ำในทะเล มีขนาดอย่างไร
3. การเกิดฝนตกหนักและคลื่นสูงนี้ทำให้รารคปลาหมึกปรับจาก100-200บาทเป็นเท่าไร?

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

อสังหาฯเมืองท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว

จัดทำบทความโดย นางสาวนิสากร อาจนาฝาย 5001203001 c2/2

ไนท์แฟรงค์ ชี้ อสังหาฯ เมืองท่องเที่ยว เริ่มเห็นสัญญาณฟื้น หลังหลายโครงการขายไม่ออกมาตั้งแต่ต้นปี นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า อสังหาริมทรัพย์เมืองท่องเที่ยวหลายแห่ง อย่างเช่น ที่ภูเก็ต เกาะสมุย หลายโครงการยังไม่มียอดขายตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่จากสัญญาณเศรษฐกิจที่เป็นบวกมากขึ้น ทำให้เชื่อว่าภาวะตลาดหลังจากนี้จะมีทิศทางดีขึ้น ส่งผลให้อัตราเข้าเยี่ยมชมโครงการ พบว่ามียอดลูกค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 10% นับจากต้นปี แม้ว่าจะยังไม่มียอดขายตามมา แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดี“ที่ผ่านมา ประกอบการหลายรายที่ภูเก็ตยังไม่มียอดขาย แต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก เพราะโครงการส่วนใหญ่เป็นบ้านหรูหรือวิลลา ที่จะลงทุนก่อสร้างก็ต่อเมื่อมีลูกค้าจองและวางเงินดาวน์ อีกทั้งยังเก็บเงินตามงวดงาน ลูกค้าจึงไม่ทิ้งบ้าน และหากไม่มีลูกค้าซื้อ ผู้ประกอบการก็ไม่ได้ลงทุน ทำให้ยังสามารถอยู่รอดได้แม้ไม่มีรายได้” นายพนม กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ทำให้มั่นใจว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวดีขึ้นตาม โดยเริ่มเห็นได้จากตลาดสิงคโปร์และฮ่องกงที่ตลาดเริ่มขายดีสำหรับแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทย หากพิจารณาจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมาอยู่ที่ระดับ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะเป็นตัวผลักดันให้ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งในปีหน้าแนวโน้มปรับขึ้นอย่างแน่นอนตามภาวะเศรษฐกิจนอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความต้องการขายมาก ทำให้ลดราคาลงมาพร้อมทั้งมอบโปรโมชันจำนวนมาก ดังนั้นช่วงนี้จึงถือเป็นจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ อสังหาริมทรัพย์

นายพนม กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบริษัทรับบริหารงานขายทั้งสิ้น 5 โครงการ มูลค่ารวม 1.25 หมื่นล้านบาท ล่าสุดได้เซ็นสัญญาบริหารงานขายเพิ่มอีก 1 โครงการ เป็นโครงการที่ผสมผสานระหว่างโรงแรมและคอนโดมิเนียม โดยที่บริษัทจะรับบริหารงานขายในส่วนของคอนโดมิเนียม มูลค่าขาย 1,000 ล้านบาท และคาดว่าภายในปีนี้จะรับบริหารโครงการเพิ่มอีก 2 โครงการล่าสุดบริษัทเตรียมจัดงาน Taste of Living ระหว่างวันที่ 15-25 ต.ค. 2552 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยนำที่อยู่อาศัย 9 โครงการมาจัดโปรโมชันลดราคาพิเศษ 10-18% 5 ยูนิตต่อโครงการมา คาดว่าจะมียอดขายจากใน งานดังกล่าวไม่น้อยกว่า 300-400 ล้านบาท


ที่มาของข่าว:http://www.posttoday.com/business.php?id=68272


คำถาม

1.อสังหาริมทรัพย์หลายโครงการ ไม่มียอดขาดสืบเนื่องมาจนปัจจุบันเนื่องจาก?

2.ผู้ประกอบการที่ต้องการยอดขายมากๆใช้วิธีใดในการกระตุ้นยอดขาย?

3.หลังจากที่อ่านบทความนี้ หากท่านมีเงินลงทุนซักก้อน ท่านสนใจที่จะลงทุน
ทางด้านอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ เพราะเหตุใด?

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รมว.คมนาคม เผยผู้ประกอบการรุมขอเข้าใช้ประโยชน์ในสนามบินดอนเมือง

นางสาวฐาปณี หลาบหนองแสง 5001203023 c2/2

นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการบินจำนวนมากให้ความสนใจติดต่อ บมจ.ท่าอากาศยานไทย(AOT) เพื่อขออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในท่าอากาศยานกรุงเทพ

สำหรับผู้ประกอบการที่แสดงความสนใจเข้ามา ได้แก่ โครงการอาคารผู้โดยสารสำหรับอากาศยานส่วนบุคคลและอากาศยานเช่าเหมาลำขนาดเล็ก(PRIVATE JET AND AIR TAXI TERMINAL) ซึ่งมีบริษัทให้ความสนใจหลายราย เช่น บริษัท สยามเวิล์ดแอร์เวยส์ จำกัด, บริษัท โรยัลแอร์พอร์ต เซอร์วิสเซส และบริษัท ไทยแลนด์อีลิท จำกัด โดยดัดแปลงอาคารผู้โดยสารบริเวณห้องรับรองพิเศษ(VIP) เพื่อจัดทำเป็นอาคารบริการผู้โดยสารที่เดินทางโดยอากาศยานส่วนบุคคล พร้อมกับบริการด้านพิธีศุลกากร พิธีการตรวจคนเข้าเมือง ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้ประกอบการ คาดจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้
โครงการซ่อมบำรุง LANDING GEAR ของอากาศยานลำตัวแคบ ซึ่งมีบริษัท EUROPEAN AERONAUTIC DEFENSE & SPACE(EADS) สนใจลงทุน ซึ่งในภูมิภาคนี้มีอากาศยานขนาด 150 ที่นั่งให้บริการเป็นจำนวนมาก โดยทำการบินในระยะสั้นจึงมีอัตราการใช้และมีการขึ้น-ลงบ่อยครั้งในแต่ละวัน จำเป็นต้องสับเปลี่ยนและซ่อมบำรุง LANDING GEAR เป็นจำนวนมาก การมีศูนย์ซ่อมบำรุง LANDING GEAR ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองจะช่วยให้สายการบินต่างๆ ในภูมิภาคนี้สามารถสับเปลี่ยนและซ่อมบำรุงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
โครงการบริหารจัดการอะไหล่อากาศยานในภูมิภาค ซึ่งมีบริษัท SKY TECH จำกัด สนใจลงทุน โดยจะจัดตั้งศูนย์บริการอะไหล่สำหรับซ่อมบำรุงอากาศยานของสายการบินต่างๆ ในภูมิภาคนี้ โดยผู้ประกอบการจะสำรองอะไหล่ไว้เพื่อจำหน่ายให้สายการบิน ซึ่งจะช่วยให้สายการบินลดต้นทุนในการสำรองและจัดเก็บอะไหล่ได้ โดยผู้ประกอบการจะดำเนินการร่วมกับ บมจ.การบินไทย(THAI)
โครงการซ่อมบำรุงและดูและรักษาเครื่องยนต์อากาศยานขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีบริษัท เอเชี่ยน แอร์โรว์สเปซ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท เอ็มเจ็ท จำกัด สนใจลงทุน
โครงการศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ(INTERNATIONAL FREE TRADE ZONE) ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อให้ได้ใบอนุญาตในการบริหารพื้นที่ในลักษณะที่เป็น CUSTOM FREE ZONE และ TAX FREE ZONE ซึ่งท่าอากาศยานดอนเมืองมีพื้นที่ทั้งลานจอดอากาศยานและอาคารผู้โดยสาร สามารถจัดแสดงผลิตภัณฑ์ด้านการบินและการค้าขาย
และโครงการศูนย์ฝึกบินจำลอง ซึ่งมีบริษัท วีโลซีที จำกัด สนใจลงทุน โดยในภูมิภาคนี้มีสายการบินขนาดกลางถึงขนาดเล็กจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน และสายการบินเหล่านี้ยังไม่มีเครื่องฝึกบินจำลองเป็นของตนเอง จำเป็นต้องส่งนักบินเข้ารับการฝึกบินในยุโรปและสหรัฐ จึงเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก
รมว.คมนาคม กล่าวว่า ได้รับรายงานผลการย้ายเที่ยวบินของ THAI จากท่าอากาศยานดอนเมืองไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พบว่าช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายได้ปีละประมาณ 532 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าจ้างบริการทำความสะอาด ค่าใช้จ่ายในการนำเครื่องเปล่าบินระหว่าง 2 ท่าอากาศยาน จำนวน 166 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรที่สามารถลดค่าล่วงเวลาและค่าจ้างแรงงานภายนอก จำนวน 366 ล้านบาท

ที่มา:http://www.ryt9.com/s/iq03/635036

คำถาม

1. การที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยก่อนจะได้เข้าไปทำธุรกิจในท่าอากาศยานกรุงเทพต้องไปขออนุญาตจากใคร

2. โครงการศูนย์ฝึกบินจำลอง ซึ่งมีบริษัท วีโลซีที จำกัด สนใจลงทุน โดยในภูมิภาคนี้มีสายการบินขนาดใด

3. โครงการซ่อมบำรุงและดูและรักษาเครื่องยนต์อากาศยานขนาดกลางและเล็กมีบริษัทอะไรบ้างที่สนใจลงทุน


วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เลือกวิธีการลงทุนแบบไหนดี??

จัดทำบทความโดย นางสาว นิสากร อาจนาฝาย id:5001203001 c2/2

การลงทุน นั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้ง ฝากแบงค์กินดอกเบี้ย ทำประกันชีวิต เล่นหุ้นซื้อกองทุนรวม สลากออมสิน พันธบัตร ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ทำธุรกิจ ฯลฯ
ตามที่ได้เคยนำเสนอรูปแบบการลงทุน มี 2 วิธีคือ Capital Gain กะ Cash Flow ซึ่งมีการลงทุนบางประเภทที่สามารถ เพิ่มมูลค่าได้ทั้ง 2 วิธีในเวลาเดียวกัน อาทิเช่น

- หุ้นปันผล (Stock)มูลค่าหุ้น (NPV) สามารถเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นได้ – Capital Gain เงินปันผล เป็นรายได้เพิ่มเข้ามา – Cash Flow

- กองทุนรวมปันผล (Mutual Fund)จริงๆก็เหมือนหุ้นแหล่ะ คือมูลค่ากองทุนเพิ่มขึ้น – Capital Gainเงินปันผลจากกองทุน- Cash Flow

-ทำธุรกิจ (Business)ช่วงแรกเริ่มทำธุรกิจนั้นก็เริ่มจากเงินทุนน้อยๆ แต่เมื่อเวลาผ่าน ไปมีลูกค้า พนักงาน ทรัพย์สินบริษัท(โต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์)เพิ่มขึ้น จึงทำให้มูลค่าธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นตาม - Capital Gainส่วนกำไรจากการทำธุรกิจถือเป็นรายได้เพิ่มเข้ามาในแต่ละเดือน- Cash Flow

-ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)เป็นที่ทราบกันว่าโลกใบนี้มีพื้นที่อย่างจำกัด แต่ประชากรต้องการที่อยู่เพิ่มขึ้นทุกวันดังนั้น มูลค่าอสังหาฯจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น- Capital Gainหากนำอสังหาฯ นั้นมาปล่อยให้คนเช่าก็จะทำให้มีรายได้เพิ่มขี้นทุกๆเดือนอีกทางหนึ่ง- Cash Flow

อย่างไรก็ตาม การลงทุนข้างต้น ไม่ใช่ การลงทุนที่ดีที่สุดเสมอไป เนื่องจากสิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุน คือ ตัวนักลงทุน นั่นเอง หากนักลงทุนมีความเชี่ยวชาญในการลงทุนรูปแบบเดียวก็ สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าการลงทุนพร้อมกัน 2 รูปแบบ

อาทิเช่นเจ้าของร้านทอง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการเก็งกำไรทอง ก็จะทราบราคาทองอย่างใกล้ชิด จึงสามารถลงทุน ซื้อ-ขายทอง(Capital Gain)ได้เป็นอย่างดี ก็จะทำให้สามารถสร้างมูลค่าได้สูงกว่าการลงทุนรูปแบบอื่น

ดังนั้น การเลือกรูปแบบการลงทุนจึงขึ้นอยู่กับนักลงทุน โดยอาศัย การศึกษา ทดลอง( ลองผิดลองถูก ผสมกับมั่วไปเรื่อย) จนกว่าจะค้นพบ วิธีการลงทุนที่ชอบ จึงจะทำให้มี ความสุขในการลงทุน รวมถึง สร้างมูลค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อนี่งการลงทุน ในหุ้นและกองทุนรวมที่ไม่มีการจ่ายเงินปันผล ถือว่าเป็นการลงทุนแบบเพิ่มมูลค่า Capital Gain เท่านั้น


ที่มา : http://www.siaminfobiz.com/mambo/content/view/940/56/

คำถาม

1.สิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุนคืออะไร

2.ถ้าจะเลือกลงทุนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ควรจะคำนึงถึงอะไรบ้าง

3.เพื่อนๆ คิดว่า ในขณะนี้ มีการลงทุนใดที่เหมาะสมกับเพื่อนๆบ้าง เพราะเหตุใด

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เกาหลีใต้เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค.พุ่งแรงสุดในรอบ 7 ปีหลังรบ.ใช้แผนฟื้นเศรษฐกิจ

น.ส.สิราภรณ์ แก้วศรีนวล 5001203006
ธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยในวันนี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค.พุ่งขึ้นแตะระดับ 109 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี จากเดือนมิ.ย.ที่ระดับ 106 จุด เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยที่ถูกปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ได้ช่วยหนุนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยรุนแรง
ธนาคารกลางเกาหลีใต้กล่าวในแถลงการณ์ว่า "ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ในระดับสูงกว่า 100 จุดบ่งชี้ว่า ผู้บริโภคที่มีมุมมองเป็นบวกต่อเศรษฐกิจมีจำนวนมากกว่าผู้ที่มีมุมมองเป็นลบ เศรษฐกิจเกาหลีใต้ไตรมาสสองขยายตัวรวดเร็วที่สุดในรอบ 6 ปี เนื่องจากยอดส่งออกและการใช้จ่ายภาคครัวเรือนดีดตัวขึ้น เศรษฐกิจเกาหลีใต้ไตรมาสสอง ขยายตัวสูงสุดในรอบเกือบ 6 ปี เพราะได้ปัจจัยบวกจากการใช้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาลและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยตัวเลขผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้น 2.3% จากช่วงไตรมาสแรกที่ขยับขึ้นเล็กน้อย 0.1% และมากกว่าที่นักวิเคราะห์จากโพลล์บลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ที่.2% อีกทั้งยังเป็นอัตราการขยายตัวที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2546 ซึ่งโตในระดับ 2.6% แต่หากเทียบเป็นรายปี GDP ลดลง 2.5% เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจดีดตัวขึ้นเช่นเดียวกับจีนและสิงคโปร์ หลังจากที่เกิดวิกฤตค่าเงินตกต่ำ 26% เมื่อปีที่แล้วจากความวิตกกังวลว่าบริษัทเอกชนจะไม่สามารถชำระหนี้ต่างประเทศได้ แต่เกาหลีใต้ก็สามารถหาทางออกจากวิกฤตดังกล่าวด้วยการทำข้อตกลงสว็อปค่าเงินดอลลาร์กับสหรัฐ และอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบธนาคาร รวมถึงกระตุ้นการใช้จ่ายและจัดตั้งเงินทุนให้ธนาคารพาณิชย์และปรับลดดอกเบี้ย สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
ที่มา http://www.ryt9.com/s/iq03/616260/
อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช โทร.0-2253-5050 ต่อ 327 อีเมล์: ratana@infoquest.co.th--
คำถาม
1.เศรษฐกิจเกาหลีใต้ไตรมาสสองขยายตัวรวดเร็วที่สุดในรอบ กี่ปี
2.ตัวเลขผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็น
3.เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจดีดตัวขึ้นเช่นเดียวกับประเทศอะไร

ไทยเล็งเจรจาซื้อน้ำมัน-ก๊าซเพิ่มจากพม่าระหว่างประชุมรมต.พลังงานอาเซียน

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 28-30 ก.ค.นี้ จะเดินทางไปประเทศพม่า เพื่อเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน, อาเซียน+3 และอาเซียน+6 รวมทั้งร่วมประชุมในแบบทวิภาคีกับกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาค และไทยอาจใช้โอกาสนี้หารือกับทางการพม่าเพื่อเจรจาซื้อขายและความร่วมมือพัฒนาแหล่งก๊าซเพิ่มเติม
สำหรับบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนครั้งนี้ คือ ไทยเป็นประธานร่างแผนปฏิบัติการของพลังงานอาเซียน 2010-2015(ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation,APAEC) ซึ่งมีความร่วมมือใน 7 ด้าน คือ 1.แผนงานสายส่งไฟฟ้าอาเซียน ASEAN Power Grid 2.แผนงานการวางท่อก๊าซอาเซียน(Trans ASEAN Gas Pipeline,TAGP) 3.ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด 4.ความร่วมมือด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและอนุรักษ์พลังงาน 5.แผนงานการใช้พลังงานหมุนเวียน 6.การวางนโยบายและแผนพลังงานอาเซียน 7.แผนความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งแผนทั้ง 7 ข้อได้ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมนำเสนอต่อที่ประชุมจ้าหน้าที่อาวุโสด้านพลังงาน ก่อนนำเสนอที่ประชุม รมว.พลังงานอาเซียนเพื่อให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะเป็นการช่วยเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เกิดความมั่นคง และนำไปสู่การมีประชาคมอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียวในปี 2015 กล่าวคืออาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียว มีตลาดเดียว เพื่อต่อสู้กับกลุ่มประเทศอื่นๆได้ "การประชุมครั้งนี้ไทยอาจจะได้รับโอกาสเพิ่มขึ้นจากการเจรจาในการสำรวจน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการเจรจาต่อรองจัดซื้อก๊าซธรรมชาติ และไทยอาจมีการเจรจากับพม่าเพื่อรักษาความสัมพันธ์การซื้อขายและการพัฒนาแหล่งก๊าซเพิ่มเติมจากพม่า" รมว.พลังงาน ระบุ นอกจากนี้ จะมีความชัดเจนจากแผนปฏิบัติการความร่วมมือความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมฉบับใหม่ หรือ APSA และที่สำคัญไทยจะใช้เวทีนี้ในการแสดงจุดยืนและศักยภาพด้านพลังงานทดแทนให้เป็นที่ประจักษ์กับประเทศอื่นๆ เช่น การจัดทำแผนพลังงานทดแทน 15 ปี การส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ซึ่งไทยมีการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน

ที่มาhttp://www.ryt9.com/s/iq03/616558/
อินโฟเควสท์ โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/ศศิธร โทร.0-2253-5050 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--

คำถาม
1.นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เดินทางไปร่วมประชุมที่ประเทศใด
2.การประชุมครั้งนี้จุดประสงค์เพื่ออะไร
3.APSAคืออะไร

น.ส.สาวิตรี สรสมศักดิ์ 5001203002 g.2

ไทยเล็งเจรจาซื้อน้ำมัน-ก๊าซเพิ่มจากพม่าระหว่างประชุมรมต.พลังงานอาเซียน

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 28-30 ก.ค.นี้ จะเดินทางไปประเทศพม่า เพื่อเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน, อาเซียน+3 และอาเซียน+6 รวมทั้งร่วมประชุมในแบบทวิภาคีกับกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาค และไทยอาจใช้โอกาสนี้หารือกับทางการพม่าเพื่อเจรจาซื้อขายและความร่วมมือพัฒนาแหล่งก๊าซเพิ่มเติม
สำหรับบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนครั้งนี้ คือ ไทยเป็นประธานร่างแผนปฏิบัติการของพลังงานอาเซียน 2010-2015(ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation,APAEC) ซึ่งมีความร่วมมือใน 7 ด้าน คือ 1.แผนงานสายส่งไฟฟ้าอาเซียน ASEAN Power Grid 2.แผนงานการวางท่อก๊าซอาเซียน(Trans ASEAN Gas Pipeline,TAGP) 3.ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด 4.ความร่วมมือด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและอนุรักษ์พลังงาน 5.แผนงานการใช้พลังงานหมุนเวียน 6.การวางนโยบายและแผนพลังงานอาเซียน 7.แผนความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งแผนทั้ง 7 ข้อได้ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมนำเสนอต่อที่ประชุมจ้าหน้าที่อาวุโสด้านพลังงาน ก่อนนำเสนอที่ประชุม รมว.พลังงานอาเซียนเพื่อให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะเป็นการช่วยเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เกิดความมั่นคง และนำไปสู่การมีประชาคมอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียวในปี 2015 กล่าวคืออาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียว มีตลาดเดียว เพื่อต่อสู้กับกลุ่มประเทศอื่นๆได้ "การประชุมครั้งนี้ไทยอาจจะได้รับโอกาสเพิ่มขึ้นจากการเจรจาในการสำรวจน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการเจรจาต่อรองจัดซื้อก๊าซธรรมชาติ และไทยอาจมีการเจรจากับพม่าเพื่อรักษาความสัมพันธ์การซื้อขายและการพัฒนาแหล่งก๊าซเพิ่มเติมจากพม่า" รมว.พลังงาน ระบุ นอกจากนี้ จะมีความชัดเจนจากแผนปฏิบัติการความร่วมมือความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมฉบับใหม่ หรือ APSA และที่สำคัญไทยจะใช้เวทีนี้ในการแสดงจุดยืนและศักยภาพด้านพลังงานทดแทนให้เป็นที่ประจักษ์กับประเทศอื่นๆ เช่น การจัดทำแผนพลังงานทดแทน 15 ปี การส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ซึ่งไทยมีการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไม่ได้เอาเปรียบ น้ำมันแพง อ้างราคาน้ำมันโลก

นางสาวฐาปณี หลาบหนองแสง ID 5001203023


รอง ผอ.สนพ. เผย ก.คลัง ยังไม่ได้หารือกับกระทรวงพลังงานว่าจะมีการลดภาษีสรรพสามิต น้ำมันลงหรือไม่ จากที่เมื่อ กลางเดือนพ.ค. ปรับขึ้นภาษีไป 2 บาทต่อลิตร ระบุราคาน้ำมัน ส่วนใหญ่จะมาจากราคาตลาดโลก...

นายชวลิต พิชาลัย รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าววันนี้ (10 ก.ค.) ว่า กระทรวงการคลังยังไม่ได้หารือกับกระทรวงพลังงานว่าจะมีการลดภาษีสรรพสามิต น้ำมันลงหรือไม่ จากที่เมื่อ กลางเดือนพ.ค. ปรับขึ้นภาษีไป 2 บาทต่อลิตร แต่กรมสรรพสามิตได้เชิญ สนพ.ไปหารือเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยเสนอว่าค่าการตลาดค้าปลีกและค่าขนส่ง ปัจจุบันเป็นอัตราลอยตัว จะกลับไปใช้ ระบบอัตราคงที่ได้หรือไม่ หลังมีเสียงสะท้อนจากประชาชนเรื่องราคาน้ำมันแพงอย่างมาก ประเด็น ดังกล่าว หากดูข้อเท็จจริง จะพบว่า ค่าการตลาดในน้ำมันมีสัดส่วนต่ำมากเพียงประมาณร้อยละ 5 และค่าการตลาดที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 1.50 บาทต่อลิตร และโครงสร้างค่าการตลาดก็เป็นโครงสร้างลอยตัว ขึ้นอยู่กับภาวะการแข่งขันผู้ค้าน้ำมัน

"
หากดูภาพรวม ผู้ค้าน้ำมันไม่ได้เอาเปรียบประชาชนมากนัก ราคาน้ำมัน ส่วนใหญ่จะมาจากราคาตลาดโลก ภาษีและเงินกองทุนต่าง ๆ ที่มีการจัดเก็บ" รองผู้อำนวยการ สนพ. กล่าวและว่า ในส่วนของราคา น้ำมันสัปดาห์นี้หากตลาดโลกยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่องและ กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงไม่เก็บเงินกองทุน เพิ่มก็ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันในประเทศไทยอาจปรับลดลงได้


คำถาม


1. การที่ราคาน้ำมันจะลดลงมีปัจจัยอะไรบ้าง?

2. โครงสร้างราคาน้ำมันโดยค่าการตลาดค้าปลีกและค่าขนส่งปัจจุบันอยู่ในอัตราอะไร

3. การเก็บภาษีน้ำมันขึ้นกับกระทรวงอะไร?


ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อุปสงค์ภายใน แรงผลักดันของจีน

จัดทำบทความโดย นางสาวนิสากร อาจนาฝาย เลขทะเบียน 5001203001


ในช่วงที่ผ่านมาการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรงของจีนที่หนุนให้ราย

ได้ภาคประชาชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแบบปีต่อปี กำลังจะกระตุ้นให้จีนเริ่มเข้าสู่ยุคใหม่ที่

พึ่งพาการเติบโตจากธุรกิจและการบริโภคภายในมาเป็นตัวขับเคลื่อนมากขึ้น ไม่ว่า

จะเป็นในภาคการเงินกับอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเนื้อหอม สินค้าบริโภค การบินการ

ขนส่งที่โตวันโตคืน ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่มาสะท้อนความแข็งแกร่งอีกขั้นของเ

ศรษฐกิจมังกร

ล่าสุดมีรายงานได้ระบุว่า “การเติบโตทางเศรษฐกิจเกือบ 10% ที่มีมาตั้งแต่

ปี 1990 ของจีนนั้น มาจากอุปสงค์ภายในของจีนเอง” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า “แม้ว่าการ

ค้าระหว่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ แต่นั่นก็เป็นเพราะมันเป็นที่มา

ของเทคโนโลยี และความรู้ในด้านการบริหารจัดการ ซึ่งสิ่งนี้จะแตกต่างจาก

ประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออก เพราะการขึ้นหรือลงของเศรษฐกิจจีนนั้นไม่ได้ขึ้น

อยู่กับเศรษฐกิจที่ขึ้นหรือลงของสหรัฐฯ ดังนั้นนักวิเคราะห์ในรัฐบาลสหรัฐฯจะต้อง

แก้ไขความเข้าใจผิดที่คิดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเกิดจากการส่งออกและ

การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน”

ปี 2008 เป็นปีที่ถูกมองว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งเป็นยุค

ที่หลายฝ่ายเรียกว่า “ยุคอุปสงค์ใหม่” หรือยุคที่มีการพึ่งพาอุปสงค์และการบริโภค

จากภายในประเทศมากขึ้น หลังจากในอดีตช่วงทศวรรษปี 1980 เศรษฐกิจของ

จีนเติบโตท่ามกลางการอาศัยอุปสงค์ภายในเป็นตัวขับเคลื่อน ทว่าอุปสงค์ภายใน

ประเทศสมัยนั้น เป็นอุปสงค์ที่เกิดจากการบริโภคเป็นหลักจึงถูกจัดว่าเป็น “ยุคต้น”

ของการพัฒนาเศรษฐกิจจีน ในขณะที่ยุคอุปสงค์ใหม่ของจีนหลังจากนี้ จะเป็นการ

แสดงให้เห็นถึง “ยุคแห่งการเติบโต” ซึ่งจะสะท้อนระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เข้ม

แข็งและเติบโตขึ้นอีกก้าวหนึ่ง

ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงมาจากช่วงที่ผ่านมา ที่จีนต้อง

เผชิญหน้ากับความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างอุปสงค์ภายในและภายนอกประเทศ

ในปี 2006 การค้าระหว่างประเทศของจีนมีมูลค่าที่สูงเกือบ 7% ของมูลค่าทั่วโลก สูงกว่าสัดส่วนจีดีพีของจีนต่อทั่วโลกถึง 1% ทว่าสำหรับประเทศที่

มีขนาดโครงสร้างเศรษฐกิจใหญ่อย่างจีน การพึ่งพาอุปสงค์จากภายนอกในการขับ

เคลื่อนเศรษฐกิจย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน ทำให้สามารถพยากรณ์ได้

ว่าเศรษฐกิจจีนกำลังจะผ่านช่วงการปรับตัวอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้การเติบโต

ทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างสมดุล ซึ่งสมมติฐานของการปรับตัวเหล่านี้ สามารถ

มองได้จากผลกำไรที่มากขึ้นในธุรกิจภาคต่างๆ และการเติบโตของตลาดหลัก

ทรัพย์
จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ในปี 2008 ภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์

ไม่เพียงแต่จะเป็นส่วนที่มาแรง และทำกำไรอย่างมหาศาลเท่านั้น แต่อาจถึงขั้นมี

ผลประกอบการเติบโตมากกว่าระดับมาตรฐานการเติบโตของตลาดด้วย โดยปัจจัย

สำคัญสำหรับการเติบโตของธุรกิจธนาคารคือการปรับดอกเบี้ยโครงสร้าง ที่ทำให้มี

สัดส่วนดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากมีความแตกต่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะการ

ประเมินจากสภาพการณ์ที่มองว่าใน 2008 ธนาคารกลางแห่งประเทศจีนจะยังมี

การปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก ดังนั้นในปีหน้าธนาคารต่างๆที่มีการจดทะเบียนในตลาด

หลักทรัพย์อาจจะมีผลกำไรได้มากถึง 42%

ในภาคอสังหาริมทรัพย์ อีก 3 ปีข้างหน้าสภาพของผู้ประกอบการใน

อสังหาริมทรัพย์น่าจะยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยอุปทานด้านที่ดินจะยังคงมีขีด

จำกัดอยู่ต่อไปเหมือนกับ 3 ปีที่ผ่านมา ที่ผู้ประกอบการสามารถจำหน่าย

อสังหาริมทรัพย์ได้มากกว่างานที่สร้างเสร็จสิ้นเสมอ ดังนั้นสภาวะที่อุปสงค์

มากกว่าอุปทานจะยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ และทำให้บริษัทด้านอสังหาริม

ทรัพย์อาจสามารถทำกำไรได้ถึง 80% ในปี 2008 และเป็นแชมป์ของการทำ

กำไรของธุรกิจประเภทต่างๆ

ในภาคการบริโภค แม้ว่าในปี 2007 จะยังเป็นอุปสงค์จากภายนอกเป็นตัว

ชักนำเป็นหลัก ทว่าการเติบโตของธุรกิจในภาคนี้อย่างรวดเร็ว มักจะเป็นไปในช่วง

พิเศษๆเท่านั้น อย่างเช่นช่วงพีคของการลงทุนอยู่ในปี 2004 และช่วงพีคของ

การเกินดุลการค้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2006 ต่อเนื่องปี 2007 ซึ่งในอนาคต

เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อยๆมีความสมดุลมากขึ้น จะทำให้สินค้าบริโภคภาย

ในอย่างเหล้าขาว หรือเวชภัณฑ์มีแรงดึงดูดมากยิ่งขึ้น รายได้ของประชาชนที่เพิ่ม

มากขึ้นจะเป็นตัวฉุดการบริโภคภายในให้สูงขึ้น โดยเฉพาะเหล้าขาวซึ่งในปีหน้าจะ

มีการเก็บภาษีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 15% โดยคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าธุรกิจเหล้า

ขาวจะสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นในอัตรา 40%ต่อปี ในขณะที่สินค้าบริโภคอีก

ประเภทคือ เวชภัณฑ์ ท่ามกลางการปฏิรูปตลาดยาขนานใหญ่จะทำให้อุปสงค์

ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการประเมินเบื้องต้นในอีก 2 ปีข้างหน้า ตลาดยาใน

จีนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากถึงราว 100,000 ล้าน - 450,000 ล้านหยวน ซึ่ง

บริษัทยาหลักๆ 100 บริษัทแรกจะเติบโตราว 10% ในขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้าน

อุตสาหกรรมยาจะเติบโตถึง 30%

ม่เพียงเท่านั้น ธุรกิจด้านการคมนาคมอย่างการบิน รถไฟ การขนส่งก็จะเข้าสู่ยุค

การเติบโตแบบติดจรวด โอลิมปิกปักกิ่ง 2008 จะกลายมาเป็นปัจจัยกระตุ้น

พิเศษ โดยธุรกิจด้านอากาศยานจะคึกคักอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2010 เป็น

อย่างน้อย ในขณะที่การบินภายในประเทศจะเติบโตอย่างน้อยปีละ 10% ขึ้นไป

ซึ่งที่ผ่านมาการเติบโตของธุรกิจการบินเริ่มรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วงแผน

พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 11 นี้ ในด้านธุรกิจการบินจะเป็นไปในรูปแบบ

ของอุปสงค์มากกว่าอุปทานอยู่ตลอด ผนวกกับนโยบายของจีน ที่ในปี 2010 จะ

หยุดอนุมัติให้มีการตั้งบริษัทสายการบินใหม่ ก็จะเป็นตัวเร่งที่สร้างความท้าทาย

และคึกคักให้กับธุรกิจการบินในช่วงที่เหลือเป็นอย่างยิ่ง ส่วนธุรกิจด้านเหล็กหรือ

เครื่องจักร แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันในการส่งออก และราคาวัตถุดิบ

ที่เพิ่มสูงขึ้น ทว่าท่ามกลางตลาดรถ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงคอยฉุด

จะทำให้ธุรกิจประเภทนี้จะยังเติบโตไปได้ด้วยดี แตกต่างจากช่วงปี 2005-2007

ที่มีกำลังผลิตที่ล้นเกินจนต้องอาศัยการส่งออกมาช่วยผ่อนเพลา ทว่าในปี

2007-2009 ที่จะเป็นช่วงการปรับสมดุลของธุรกิจ บวกกับการส่งเสริมให้มีการ

ยกระดับการผลิตและควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มศักยภาพมากขึ้น จะทำให้ยักษ์ใหญ่

ทั้งหลายสามารถทำกำไรได้ดีอยู่ จีนนั้นได้มีการเติบโตที่แตกต่างจากประเทศไทย

จีนมีการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น นั้นมาจากแรงกระตุ้นของอุปสงค์ภายใน แต่ประเทศ

ไทยนั้นการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น มีเพื่อการส่งออกสนองความต้องการตลาดต่าง

ประเทศ



คำถาม

1.การที่จีนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทุกปี มีสาเหตุโดยรวมมา

จากอะไร?

2.ยุคอุปสงค์ใหม่ มีความหมาย ว่าอย่างไร?

3.เพราะเหตุใดจึงทำให้ธุรกิจการคมนาคมของจีนช่วงนี้ ได้รับความสนใจ

มากเป็นพิเศษ?

ที่มา:http://learners.in.th/blog/oie-ti/129371